วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ปวดท้องจุดไหนมีสาเหตุ

     เคยปวดท้อง แต่ไม่รู้สาเหตุกันหรือไม่  หลายคนอาจจะเกิดอาการปวดท้องเป็นประจำ แต่ไม่รู้สาเหตุ
ที่แท้จริง  ซึ่งอาการปวดท้องมีด้วยกันหลายสาเหตุ เพราะบริเวณหน้าท้องของเรามีอวัยวะหลายจุด  มา

ดูกันดีกว่าว่าคุณปวดท้องเกิดจากสาเหตุอะไร 






จากรูปเราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดทองได้ 9 จุด ดังนี้

           1.ชายโครงขวา คือตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัว

เหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี เช่น ตับอักเสบ ฝีใน

ตับ ถุงน้ำดีอักเสบ  

          2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ( นี้ตัวปวดบ่อยเลย )ถ้าปวด
เป็นประจำเวลาหิวหรือ อิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ถ้าปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็น

โรคตับอ่อนอักเสบ หาก
คลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่ อาจหมายถึงตับโต แต่หากคลำ

ได้ก้อนสามเหลี่ยมแบน
เล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่  

           3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้  

           4. บั้นเอวขวา คือท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็น

เลือด 
อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวด

หลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ และถ้าคลำเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นไตโตผิดปกติ

หรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ  


    
          
5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้อง

น้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้อง ก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ  


          6. บั้นเอวซ้าย
 คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ จะมีลักษณะดังข้อ 4 

          7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็น

เพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต ถ้าปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถ้าปวดร่วม

กับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ และหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อน

ไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกต  

          8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก ถ้าปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกระปริบกระ

ปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน 

เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกใน

มดลูก  

           9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต ถ้าปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่ว

ในท่อไต หากปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระ

ผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่ถ้าคลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็น

เนื้องอกในลำไส้ 

     
          ไม่ว่าจะปวดท้องบริเวณไหนก็อันตรายทั้งนั้น ควรพบแพทย์เพื่อรักษาให้ตรงจุดกันนะคะ

เมื่อก่อนเราเคยเรียนโยคะ ครูโยคะสอนเราว่า หากหน้าท้องเราแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บเราก็จะน้อยไป

ด้วย เพราะหน้าท้องรวมอวัยวะสำคัญๆอยู่มากมาย และสำหรับคนที่รักสุขภาพและอยากทำให้หน้าท้อง

แข็งแรง ก็ควรจะออกกำลังกายที่ทำให้หน้าท้องแข็งแรง  เดี๋ยวติดไว้ก่อนนะ เด๋วจะเขียนบทความหน้า

ท้องแข็งแรงด้วยโยคะให้ไปลองฝึกกันคะ


ขอบคุณที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน doctor.co.th

เดินทาง 25 ประเทศได้ ไม่ต้องขอวีซ่า




            สิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางต่างประเทศ นอกเหนือจาก หนังสือเดินทาง และตั๋วเครื่องบินแล้ว แน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็คือเงิน  เอ้ย! VISA



        วันก่อนได้เจอเพจที่แชร์ เกี่่ยวกับ เรื่องเดินทาง 25 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่า จะว่าไปเดี๋ยวนี้คนไทยเรานิยมไปเที่ยวต่างปรเทศกันซะเหลือเกิน เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่นิยมไปเที่ยวต่างประเทศแล้วไม่อยากไปต่อคิวขอ VISA  

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ VISA กันก่อนเลย  

   VISA คือ เอกสารที่แสดงว่า บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้เข้าสู่เขตแดนหรือพื้นที่ประเทศนั้นๆ เอกสารอนุญาตอาจอยู่ในรูปของเอกสารสำคัญ แต่โดยส่วนใหญ่ จะเป็นตราประทับอยู่ในหนังสือเดินทาง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ของวีซ่า แต่ละประเภทติดมาด้วย เช่น เขตพื้นที่ที่อนุญาตให้เดินทางเข้าไปได้ อายุของ Visa ช่วงเวลาที่เดินทางเข้าออกได้ แม้กระทั่งอนุญาตให้เดินทางเข้าออกประเทศได้กี่ครั้ง 


อือหือ !! แลดูเยอะแยะ แต่ที่ต้องขอวีซ่าแต่ละประเทศเค้าก็มีเหตุผลของเค้านะจ๊ะ บางทีก็ป้องกันการนำโรคร้ายแรงเข้าสู่ประเทศ เนืองจากการขอวีซ่าจะต้องมีการตรวจสุขภาพก่อนด้วย




ประเภทของวีซ่าก็มีหลายประเภทซะเหลือเกิน


  1. Transit Visa (วีซ่าเปลี่ยนเครื่อง) ปกติจะมีอายุประมาณ 5 วัน เพื่อเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่เป็นจุดหมาย
  2. Tourist Visa (วีซ่าท่องเที่ยว) เพื่อจุดประสงค์ในการท่องเที่ยวหรือสันทนาการ โดยไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจมาเกี่ยวข้องระหว่างการเดินทาง
  3. Business Visa (วีซ่าธุรกิจ) เป็น Visa ที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำการค้าในประเทศนั้น ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ซึ่ง Visa ประเภทนี้ ในบางประเทศจะมีการรวมเอาการจ้างงานอย่างถาวรไว้ด้วย
  4. Teporary Worker Visa (วีซ่าทำงาน ชั่วคราว) เพื่อยืนยันการได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศนั้น ๆ ได้ โดยส่วนใหญ่ Visa ชนิดนี้ ขอได้ค่อนข้างยาก และมีช่วงเวลาการได้รับอนุญาตที่ยาวกว่า Visa ธุรกิจ
  5. On-Arival Visa (วีซ่าที่ได้รับเมื่อเดินทางถึงสนามบินที่เป็นจุดหมายการเดินทาง) Visa ชนิดนี้ จะได้รับตรงจุดตรวจคนเข้าเมือง
  6. Spousal Visa หรือ Partner Visa (วีซ่าแต่งงาน) อนุญาตให้คู่แต่งงาน (เพศชายหรือหญิงก็ตาม) ที่เป็นคู่ชีวิตของประชากรของประเทศนั้น ๆ สามารถเดินทางมาอยู่ด้วยกันได้
  7. Student Visa (วีซ่านักเรียน) อนุญาตให้ผู้ถือ วีซ่าชนิดนี้ สามารถทำการเรียนในประเทศที่ได้รับ วีซ่านักเรียนได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่บางประเทศก็ใช้ วีซ่าท่องเที่ยว แทน วีซ่าชนิดนี้
  8. Working Holiday Visa (วีซ่าท่องเที่ยวและทำงาน) เป็น วีซ่าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญคือ สามารถท่องเที่ยวและทำงานเพื่อหาประสบการณ์ภายในเงื่อนไขที่กำหนดได้ วีซ่าประเภทนี้ โดยส่วนใหญ่มักเปิดโอกาสให้กับ บุคคลในวัยเรียนและวัยทำงานที่มีอายุไม่เกินกว่า 30 ปี
  9. Diplomatic Visa (วีซ่าทูต) เป็นวีซ่าที่ออกให้กับผู้ที่ถือหนังสือเดินทางทางการทูต
  10. Jounalist Visa วีซ่าสำหรับนักเขียน หรือนักข่าวจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ
  11. Immigration Visa เป็นวีซ่าอนุมัติให้กับผู้ที่ต้องการอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ซึ่งกฎเกณฑ์และเงื่อนไข ขึ้นอยู่กับประเทศนั้น ๆ เป็นผู้กำหนด
  12. Pensioner Visa (Retirement Visa) ออกให้ในบางประเทศ สำหรับผู้ที่แสดงให้เห็นว่ามีรายได้ในต่างประเทศที่เพียงพอ และไม่มีความประสงค์ที่จะทำงานแล้ว โดยส่วนใหญ่ มักมีการจำกัดอายุด้วย
  13. Electronics Visa เป็นระบบวีซ่าที่ใช้การบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับหมายเลขหนังสือเดินทาง โดยจะไม่มีป้าย หรือ สติ๊กเกอร์ติดลงในหนังสือเดินทาง

     ที่นี้มาเรื่องหลักของเราดีกว่า เรื่องเดินทางประเทศอะไรบ้างเอ้ยที่ไม่ต้องของวีซ่า ตื่นเต้นๆ เผื่อจะไปเที่ยวกะเค้าบาง 


แต่ถ้าไม่ใช่ประเทศทั้ง 25 นี้ ก็ต้องขอวีซ่านะจ๊ะ  และถ้าวีซ่าหมดอายุก็ต่อวีซ่านะ ไม่งั้นก็จะเสียค่าปรับตามวันที่เลยกำหนดมา




วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ยิ้มหน้าเด้ง


teen.mthai

                ข้อดีของการยิ้มที่มากกว่าทำให้เราจิตใจเราเบิกบาน


เพียงแค่คุณยิ้ม!!! ไม่รู้สินะ..  มันจะทำให้คุณลดความกังวล และโลกของคุณอาจจะสดใสขึ้นอีกด้วย


ยิ้มไม่เปลืองพลัง
        การยิ้มเป็นเรื่องที่ง่ายและใช้พลังงานน้อยกว่าการทำสีหน้าแบบอื่นมาก และยังทำให้หน้าคุณดูหน้ามองมากยิ่งขึ้นด้วย 


ยิ้มช่วยขจัดอ้วน ( ตื่นเต้นเลยข้อนี้ จะยิ้มมันทั้งวัน )
        เพียงแค่ยิ้มเนี่ยแหละที่จะช่วยให้เราลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญปัยจัยนึงของโรรคอ้วนเลยด้วย  การยิ้มจะทำให้คุณมีความสุข และลดความกังวลซึ่งเกิดจากฮอโมนคอร์ติซอล
และการยิ้มหรือหัวเราะจะเพิ่มฮอโมนแห่งความสุข หรือ เอ็นโดฟิน ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้


ยิ้มช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
        ก่อนอื่นเลย โรคหัวใจเกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่ยิ้มสามารถลดความเสี่ยงได้ก็คือ สาเหตุของหลอดเลือดตีบ โดยการยิ้มจะทำให้หลอดเลือดภายในขยายขึ้น เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดได้ และยังมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิคุ้้มกันของร่างกายทุกครั้งที่ยิ้มอีกด้วย 


       บางทีการยิ้มของคุณอาจจะผ่อนสถานะการ์ณตึงเครียด สร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น หรืออาจจะทำให้การทำงานง่ายยิ่งขึ้น ลดอุปสรรค และความขัดแย้งของการทำงานที่อาจจะเกิดจากความเครียด แม้กระทั้งความประทับใจครั้งแรก ก็อาจจะเกิดจากการยิ้มของคุณก็เป็นได้ 



      รู้ดังนี้แล้ว เราก็มายิ้มกันทุกวัน เพื่อตัวเราและคนรอบข้างกันเถอะ  ^___________^







cr. a day 
Today express presents 19-25 July 2013




ภาษีคนโสด !!



        สำหรับหัวข้อเด่นวันนี้ คงจะหนีไม่พ้น ภาษีคนโสด เป็นแน่

      เรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการ ได้เสนอนโยบายให้แก่รัฐบาลไทย ลูกคนแรก ช่วยค่าใช้จ่าย - เก็บภาษีคนโสด แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โครงสร้างประชากรไม่สมดุล บลา บลา ..


    นักวิชาการอ้างว่า เนื่องจากพบว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับความเสี่ยงการขาดแคลนปัญหาแรงงานในอนาคต โครงสร้างประชากรไม่สมดุล ผู้สูงอายุจะมากขึ้น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน มีแนวโน้มต่ำลง  โดยผลสำรวจพบว่า อัตราการเจริยพันธ์ของคนไทยมีเพียง 1.6 คนต่อครอบครัว  หรือ 1 ครอบครัว มีบุตร 1 คนกว่าเท่านั้น 

    สาเหตุดังกว่า อาจจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แรงงาน และพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชากรในอนาคต


  เทรนในอนาคตอาจจะเกิดอาชีพรับจ้างสมรสเกิดขึ้นเป็นได้นะจ๊ะ








วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

Eco-Design เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพัฒนาที่ยั่งยืน

 


      วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ EcoDesign  (การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ)
ชื่อเต็มมันคือ Economic & Ecological Design หรือ EcoDesign  ถามว่ามันคืออะไร มันคือ เครื่องมือสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  กล่าวคือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการลดกากของเสีย ยืดระยะเวลาการใช้งาน และเพิ่มปริมาณการนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะตามมาภายหลังตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

ทำไมถึงเกิด EcoDesign  ขึ้นมา จะว่าไปแล้ว อดีตผลิตภัณฑ์ที่ผลิตกันขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเน้นการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงเรื่องของงต้นทุน ความสวยงาม หน้าที และความปลอดภัยเป็นหลัก ปัจจุบันโลกได้มีการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม สังคม  และจริยธรรมเเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ทุกฝ่ายได้เปลี่ยนแนวความคิดจากการตอบสนอความต้องแล้ว จะทำอย่างไรให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ออกมานั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงได้เกิดแนวความคิด EcoDesign นั้นเอง


หลักการพื้นฐานของการทำ EcoDesign คือ การประยุกต์หลักการของ 4Rs ในทุกช่วงของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ คือ ลด (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair)

การนำ EcoDesign มาประยุกต์ใช้ ต้องมีหลักการง่ายๆ 7 ข้อ
1.Reduction of low-impact materials : ลดการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2.Reduction of materials used : ลดปริมาณและชนิดของวัสดุที่ใช้
3.Optimization of production techniques : ปรับปรุงกระบวนการผลิต
4.Optimization of distribution system : ปรับปรุงระบบการขนส่งผลิตภัณฑ์
5.Optimization of impact during use : ปรับปรุงขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์
6. Optimization of initial lifetime : ปรับปรุงอายุผลิตภัณฑ์
7.Optimization of end-of-life : ปรับปรุงขั้นตอนการทิ้งและทำลายผลิตภัณฑ์


 ปัจจุบันคนเริ่มหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมาขึ้น ในหลายประเทศรัฐบาลได้ช่วยกันผลักดันให้ใช้ EcoProduct มาเป็นนโยบายรัฐมาเป็นตัวกำหนด เช่น งบประมาณในการจัดซื้อของรัฐต้องพิจารณา EcoProduct ก่อนเป็นอันดับแรกอีกด้วย



ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ Ecosign










ขอบคุณเนื้อหาจาก  http://www.mtec.or.th
cr.google จร้า

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

อันตรายจากครีมออนไลน์

อันตรายจากครีมออนไลน์


     เมื่อสาวๆอยากขาวใส ไร้สิวฝา เหมือนดาราเกาหลี หลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ครีม เคาน์เตอร์แบรนด์แล้วได้ผลช้า หรืออาจจะไม่ได้ผลเลย สาวๆหลายคนจึงหันมาใช้ ครีมโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตที่เขาว่าดีผ่านปากต่อปากว่าขาว หน้าเด้ง ทันใจ  แต่หารู้ไม่ผลิตภัณฑ์บางตัวมีสารต้องห้าม ที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง

มาดูกันดีกว่าว่าสารต้องห้ามที่พบบ่อยในเครื่องสำอางหน้าขาวมีอะไร และจะตรวจสอบได้อย่างไร 
สารห้ามใช้ที่พบบ่อยมี 3 ชนิด ได้แก่ สารประกอบของปรอท (Mercury compounds), สารไฮโดรควิโนน ( Hydroquinone ) และ กรดวิตามินเอ ( Retinoic acid )

1. สารประกอบของปรอท 
    ปรอทจะยับยั้งการสร้างเม็ดสี หรือที่เรียกว่าเมลานิน ทำให้หน้าขาวในเวลาอันรวดเร็ใ หากนำมาใช้เร่งผิวขาวสารชนินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง เบื้องต้นอาจจะทำให้เกิดอาการ ผื่นคัน ผิวหน้าดำ พิษเฉียบพลัน สิวเห่อ หน้าบวมแดง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียง มีแผลในปาก ไตวาย ถ่ายเป็นเลือด ส่วนพิษเรื้อรังเกิดจากการสะสมของปรอท คือ ผิวด่าง ดำ ทำให้สมอง ตับ ไต ผิดปกติ ทางเดินปัสสาวะอักเสบได้
   
2. สารไฮโดรควิโนน
      ปกติสารไฮโดรควิโนนจะพบได้ในคลินิคผิวหนัง หรือโรงพยาบาลใช้ในการรักษาฝา สารไฮโรควิโนนเคยเป็นสารที่นิยมใช้กันมากในครีมป้องกันฝ้า ความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 2-4 สารนี้ออกฤทธิ์ลดการสร้างเมลานินเพียงชั่วคราว หากหยุดใช้จะกลับเป็นอย่างเดิมหรือเป็นมากกว่าเดิม ไฮโดรควิโนนมักทำให้เกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับกรดวิตามินเอ และหากใช้ไฮโดรควิโนนติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 6 เดือน จะทำให้เนื้อเยื่อภายในผิวหนังเกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ ดังนั้น ไฮโดรควิโนนจึงถูกกำหนดเป็นสารห้ามใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางในปัจจุบัน

วิธีตรวจหาสารปรอท และไฮโดรควิโนนแบบง่ายๆ 
1. เอาผงซักฟอกละลายน้ำในอัตราส่วนที่เข้มข้น จะได้เนื้อผงซักฟอกเป็นครีมๆ ทิ้งไว้ 1-2 นาที
2.จากนั้นเอาครีมต้องสงสัยออกมาปป้ายไว้ที่กระดาษสีขาว
3.จากนั้นใช้คัตเติ้ลบัตจุ่มลงที่ผงซักฟอกที่เป็นเนื้อครีมแล้วนำมาถูก กับครีมที่เราตักใส่กระดาษไว้  จากนั้นทิ้งไว้สัก 1-2 นาที  

ผลของการทดลอง หากครีมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลเกือบดำ แสดงวว่าครีมนั้นมีสารปรอทหรือไฮโดควิโนน ควรเลิกใช้
หรือถ้าหากต้องการความชัวร์ ให้นำครีมต้องสงสัยไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์ จะดี

3.กรดวิตามินเอ ( Retinoic acid ) 
    เป็นสารที่พบในวงการแพทย์นำมารักษาสิว จุดด่างดำ และทำให้ผิวขาวใส แต่ต้องอยู่ในการดูแลและควบคุมของแพทย์ เพราะอาจจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป เช่น ทำให้เกิดผิวหน้าแดง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอก หากได้รับสารนี้เข้าไปมาก อาจจะเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายประสาท ทำให้กล้าเนื้ออ่อนแอ ไตทำงานผิดปกติ ทาจจะทำใให้เป็นโรคนอนไม่หลับ และอาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์

4.สารสเตียรอยด์
   สเตียรอยด์มีประโยชน์ คือ แก้แพ้ แก้คัน แก้ผื่นผิวหนังอักเสบ บางคนพอใช้แล้วหน้าเรียบ ก็เลยใช้ต่อเนื่อง ถ้าใช้ช่วงสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้นาน ๆ จะติด ไม่ใช้ไม่ได้ และเพิ่มความแรงของยาขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาหยุดไม่ได้ พอหยุดผิวหนังจะอักเสบเห่อขึ้นมา สารสเตียรอยด์จะไม่เหมือนสารที่ใช้ในการรักษาฝ้า ที่จะต้องค่อยๆ ถอย ค่อยๆ ลด แต่อันนี้ต้องหยุดเลย และอาจต้องใช้เวลาในการรักษา

วิธีตรวจสอบสารสเตียรอยด์แบบง่ายๆ
    ทาครีมบริเวณท้องแขน แล้วปิดพลาสเตอร์ไว้ 6 ชม.  แล้วแกะออก ถ้าผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนสี หรือซีดผิดปกติ แสดงว่ามีสาร สารสเตียรอยด์

วิธีการดูแลผิวหน้าที่ถูกต้อง 
จากนายแพทย์ชูชัย ตั้งเลิศสัมพัธ์ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทสไทย กล่าวได้ดังนี้
1. รักษาความสะอาดตามสภาพผิว เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับใบหน้า เช่น ผืวหน้าแห้ง ผิวหน้ามัน หรือผิวหน้าผสม
2. ถ้าผิวหน้าแห้ง อาจจะใช้ครีมบำรุงผิว หรือถ้าเป็นผิวผสมอาจจะใช้ครีมในบางพื้นที่ที่ผิวแห้ง
3.อาจจะใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน
   นพ.ชูชัย ก่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ครีมหน้าขาว เพราะไม่ว่าผู้หยิง ผู้ชายก็อยากจะได้ผิวหน้าที่ขาวใส ตามค่านิยมของคนเอเชียและตามกระแสโฆษณา จึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์หน้าขาวจำนวนมาก ที่ทั้งได้มาตราฐานและไม่ได้มาตราฐาน เพื่อตอบสนองความต้องการ สารที่พบมากก็เป็นจำพวกที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นผู้บริโภคควรตระหนักว่า ครีมหน้าขาวอาจจะมีส่วนช่วยบ้าง และต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นควรเลือกซื้อเครื่องสำอางที่ได้รับรองจาก อย. เท่านั้น 


http://www.nationchannel.com/main/programs/Nation_X_Files/20130909/378383527/  วีดีโอ ระวังภัยจากครีมจาก สำนักข่าว nation

วิธีการเช็ค อย. และขั้นตอนตรวจสอบเลขที่ อย.